วัดธาตุทอง
ประวัติวัดธาตุทอง ปกิณณกะ อุบาสก อุบาสิกา พระสงฆ์ พระธรรม พระพุทธเจ้า วัดธาตุทอง

หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กฏแห่งกรรม  (อ่าน 2513 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Admin Vichai
Administrator
Full Member
*****

การ์ม่า: +0/-0
กระทู้: 249


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 09:25:29 PM »

  กะเทาะชีวิตแม่ชีทศพร
ผู้หยั่งรู้ “เกิดแต่กรรม” !!


กระแสหนังสือเรื่อง “เกิดแต่กรรม” บอกเล่าถึงชีวิตของแม่ชีทศพร ชัยประคอง พิธีกรรับเชิญรายการมิติพิศวง ทางช่อง 7 กำลังขายดิบขายดี เพราะคำทำนายทายทักของแม่ชีได้โดนใจกับผู้คนจำนวนมากที่ถูกทำนาย โดยเฉพาะบรรดาดารา นักแสดงต่างๆ

แต่คำทำนายเกี่ยวกับบุญ-กรรมได้สร้างความสงสัยใคร่รู้พร้อมกับคำถามมากมายตามเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆ ว่า “แม่ชีทศพร” เป็นใคร มาจากไหน และจริงหรือไม่ที่แม่ชีทศพร สามารถหยั่งรู้ถึงอดีตชาติของคนอื่นได้ และนี่คือเรื่องราวของแม่ชีผู้นี้


แม่ชีทศพรคือใคร ! ??

“หลายคนอาจคิดว่า แม่ชีอุตริ หรืออยากสร้างชื่อเสียง แต่แม่ชีอยากเป็นเทียนเพียงเล่มเดียวที่ส่องสว่างบนเขาสูง หมายถึงในชีวิตทำกรรมมามาก และอยากให้คนเห็นถึงผลแห่งกรรมนั้นแม่ชีอยากให้ทุกคนเริ่มต้นใหม่ได้เหมือนที่แม่ชีมีโอกาส” นั่นคือคำพูดที่เป็นเสมือนการตั้งมั่นเพื่อหนทางธรรมของแม่ชีธนพร

ก่อนที่จะบวช แม่ชีทศพรเคยใช้ชีวิตทางโลกมาแล้วโดยการประกอบสัมมาอาชีพจนมีฐานะเข้าขั้นคหบดีคนหนึ่ง ชีวิตฆราวาสนั้นได้แต่งงานมีสามีและลูกอีก 5 คน โดยในช่วงหนึ่งได้ประสบกับปัญหาครอบครัวทำให้เกิดความทุกข์อย่างมาก จนแม่ชีต้องหันไปพึ่งศาสนา โดยการหัดสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ เพราะต้องการทำให้จิตใจที่รุ่มร้อนนั้นถูกดับลงด้วยการหันหน้าพึ่งศาสนา

“ในสมัยที่เป็นฆราวาสนั้น แม่ไม่มีที่พึ่งก็อาศัยการสวดมนต์เข้าช่วย แต่เราก็สวดผิดหมดเลยเพราะแม่ไม่เคยสมาทานศีล 5 พอเราไม่สมาทานสัมมาวาจา ก็ไม่เกิดกับเสียง ตอนหลังมาทำกรรมฐานมาเข้านิโรธ เราถึงได้รู้ ซึ่งการปฏิบัติของเรานั้นต้องเกิดจากความบริสุทธิ์ใจอย่างเดีย วคือไม่โกรธ ไม่อิจฉา ไม่อะไรเลยสักอย่าง เราก็จะสามารถเข้าสู่ความสงบได้อย่างแท้จริง”

ในที่สุดแม่ชีทศพร ก็ตัดสินใจบวชที่วัดเขาอิติสุคโต และมีความตั้งใจที่จะบวชเพียงไม่กี่วัน แต่หลังจากได้สัมผัสกับรสพระธรรม ในที่สุดแม่ชีธนพรก็ตัดสินใจปลงผมเพื่อบวชเป็นแม่ชีที่วัดเขาอิติสุคโต โดยมีหลวงพ่อปรีชา เจ้าอาวาสวัดเขาอิติสุคโต เป็นผู้แนะนำให้นั่งสมาธิ ซึ่งในการนั่งวันแรกนั้นแม่ชีสามารถนำจิตรวมลงเป็นหนึ่งเดียวจนเกือบได้จตุถฌาณ (ฌาน = จิตตั้งมั่น = สมาธิขั้นสูง)

ต่อมาแม่ชีก็สามารถได้คุณธรรมจากการเป็นผู้ปฏิบัติ จนจิตสงบเป็นสมาธิหนึ่งเดียวสามารถอนุมานจากคุณธรรมที่โดดเด่นคือคุณธรรมในหมวดของวิชชา 3 ซึ่งแม่ชีได้ 2 ใน 3 หมวดคือ บุพเพนิวาสานุสสติ คือระลึกชาติตัวเองได้ และ 2 จตูปปาตญาณคือตาทิพย์ระลึกชาติคนอื่นได้

สำหรับอานิสงส์สูงสุด คือการพ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด และในระหว่างที่ยังมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็ยังจะได้คุณธรรมพิเศษองค์อื่นๆ เช่น หมวดที่ว่าด้วยอภิญญา 6 หมวดที่ว่าด้วยวิชชา 3 หมวดที่ว่าด้วยวิชชา 8


วัดพิชยญาติการามสอนปฏิบัติธรรม

ในปัจจุบันแม่ชีทศพรได้จำวัดเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ ได้มีโอกาสก้าวพ้นทะเลทุกข์นั้น แม้จะไม่ได้ทั้งหมด แต่แม่ชีเชื่อว่าหากมีใครสักคนคอยชี้แนะแนวทางเพื่อการพ้นทุกข์อย่างถูกต้องได้ สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้น

แม่ชีทศพรได้ขออนุญาตจากท่านเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เปิดวัดรับพุทธศาสนิกชนที่สนใจศึกษาพระธรรมเข้ามาเรียนรู้การนั่งสมาธิและปฏิบัติธรรม ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งในแต่ละอาทิตย์จะมีคนสนใจเข้ามาปฏิบัติธรรมมากถึง 500-1,000 คน ซึ่งคนที่เข้ามาปฏิบัติธรรมที่วัดพิชยญาติการามนี้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

“ตอนนี้แม่ไม่รู้ว่าตัวเองได้คุณธรรมข้อไหนแล้ว แต่แม่รู้ว่าแม่รู้ได้ในระดับหนึ่ง คือบางคนสามารถพูดได้แต่บางคนพูดไม่ได้ เพราะยังติดค้างกรรมอยู่ แม่จะบอกให้เขามาใหม่ในวันหลัง ซึ่งการรู้ของแม่นั้นแม่รู้ไปที่เหตุของทุกข์ โดยพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แม่รู้สมุทัย

(ทุกข์ คือ ตัวปัญหา , สมุทัย คือ ตัวเหตุแห่งทุกข์ จากนั้นเราก็รู้ว่าเมื่อกำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้ เราจะเข้าถึงจุดหมายคือนิโรธ แต่ทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำในข้อสุดท้ายคือ มรรค เมื่อเราปฏิบัติตาม มรรค เราก็กำจัด สมุทัย แก้เหตุแห่งทุกข์ได้เราก็พ้นทุกข์)”

นอกจากการเข้าไปปฏิบัติธรรมเพื่อหาความสงบทางใจแล้ว แม่ชีทศพรยังสามารถแนะนำลูกศิษย์ให้สามารถฝ่าฟันมรสุมชีวิต ทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน โดยการนำสัจธรรมที่ค้นพบคือ ชีวิตของมนุษย์มีความเกี่ยวพันธ์กับจิตวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งสิ้น โดยมากมักเป็นจิตวิญญาณของญาติมิตรภายในตระกูลของตน เป็นจิตวิญญาณที่คอยดูแลบุตรหลายด้วยความเป็นห่วง จึงมักจะมาเกาะเกี่ยวกับสังขารร่างกายของญาติมิตร ซึ่งหากดวงวิญญาณนั้นมีกรรมหนัก และมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ ก็มักจะนำความทุกข์มาให้กับบุตรหลานได้

คนที่ได้มีโอกาสได้ให้แม่ชีทศพรแก้ไขโรคกรรมให้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นลูกศิษย์ที่มีโอกาสเข้ามาศึกษาพระธรรมในวัดพิชยญาติในช่วงวันหยุด ส่วนคนภายนอกจะมีเพียงส่วนน้อยซึ่งมีโอกาสได้เข้าพบแม่ชีเป็นการส่วนตัวเท่านั้น ซึ่งมาจนถึงวันนี้วัดพิชยญาติการาม ยังเป็นวัดหนึ่งที่มีพุทธศาสนิกจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปศึกษาธรรมะ โดยมีแม่ชีทศพรเป็นผู้ฝึกสอน และแนะนำการใช้ชีวิตกับลูกศิษย์ที่ต้องการพ้นทุกข์ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน


“กฎแห่งกรรม” ทำอะไร ได้อย่างนั้น !?

แม่ชีทศพรนั้นมักจะเน้นย้ำให้ลูกศิษย์ได้สนใจและเอาใจใส่ไม่ให้สร้างกรรมใหม่ขึ้นมาเพื่อลดกรรมที่เราเคยได้ทำมาแล้วทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะกรรมที่เราได้ทำกับบิดามารดา โดยได้แบ่งแยกให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือ “เกิดแต่กรรม” ดังนี้


ลูกเถียงพ่อเถียงแม่

สำหรับผู้ที่ชอบเถียงพ่อจัดว่าเป็นการทำความชั่วที่หนักหนาสาหัส เมื่อลูกผู้นั้นเริ่มเข้าสังคมจะโดนผู้อื่นว่าร้าย ถกเถียงชนิดคำต่อคำ พ่อแม่เคยเจ็บช้ำจากการเถียงของลูกเช่นไร ลูกคนนนั้นก็จะโดนสังคมบีบคั้นเช่นกัน กรรมนี้สามารถพบเห็นในพบชาตินี้แน่นอน ส่วนทางร่างกายนั้น ลูกที่เถียงพ่อแม่ที่มีกรรมหนักมาก จะมีอาการลิ้นสั้นจุกปาก พูดจาไม่ถนัด พูดลิ้นพันกัน ลิ้นแข็ง ฯลฯ


ลูกที่ทำร้ายพ่อแม่

ในศาสนาพุทธนั้นสอนว่า ลูกที่ทำร้ายพ่อแม่ตายไปแล้วจะไปเกิดในขุมนรก ชื่อตปะนรก มีลักษณะเป็นบัวกลดเผาทำลายอยู่เป็นนิจ มียมบาลคอยเอาค้อนทุบหัวอยู่ร่ำไป แต่ถ้าจะให้เห็นในชาติปัจจุบันแม่ชีทศพรบอกว่า คนที่ทำร้ายพ่อแม่อกุศลกรรมจะทำให้คนผู้นั้นถูกคนรักทำร้าย เช่นอาจจะเป็นสามี ภรรยา บุตร หรือคนที่สนิททำร้ายได้


ลูกที่ใช้ให้พ่อแม่บริการตัวเอง

การที่ลูกๆ ใช้พ่อแม่ให้บริการตัวเอง หรือพ่อแม่เต็มใจบริการลูกๆ เพราะรักลูกมาก เช่นซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าวให้ จะถือว่าเป็นกรรมที่พ่อแม่ทำให้เกิดกับลูกทั้งสิ้น ทำให้เมื่อลูกออกไปใช้ชีวิตในสังคมจะต้องไปเป็นข้าผู้อื่น ถูกคนอื่นเอารัดเอาเปรียบเป็นต้น


การทำแท้ง

การทำแท้งถือเป็นกรรมในหมวดข้อการเบียดเบียนชีวิตหรือปาณาติบาต ผู้ที่กรรมนี้จะหากินไม่ขึ้นหาความสุขใจในชีวิตนี้ไม่ได้เลย เพราะโดนวิญญาณที่จะมาเกิดเป็นลูกของตัวเองนั้นจองเวรอาฆาต ซึ่งการเกิดการตายของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณและวิบากกรรมโดยตรง

ผลกรรมอันเกิดจากการทำแท้งมี 2 ข้อคือ 1. กรรมที่ทิ้งลูกตัวเอง 2. กรรมในการฆ่าทำลายชีวิต ซึ่งอกุศลกรรมนี้พระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ทำแท้งเมื่อสิ้นใจยังต้องตกนรก พ้นจากนรกจึงเกิดมาเป็นเปรต จากนั้นจะเป็นอสุรกาย ตนเมื่อมีบุญพอจะเกิดเป็นคนแต่ต้องถูกพ่อแม่ทอดทิ้งแต่เล็ก หรือโดนพ่อแม่ของตนในชาติต่อไปทำแท้งตัวเองเสีย หรือแท้งลูกโดยอุบัติเหตุ

ส่วนกรรมจากการปาณาติบาตหรือทำลายชีวิตลูกของตัวเองนั้น จะทำให้มีอายุสั้น มีโรคภัยเบียดเบียนมาก หากินไม่ขึ้น และกรรมจากการทำแท้งมักจะก่อผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ผู้ที่เกี่ยวข้องการการทำแท้งยังต้องมีอกุศลกรรมติดตัวตามไปด้วยเช่นกัน
บันทึกการเข้า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา..สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

วัดธาตุทอง เอกมัย กรุงเทพมหานคร