วัดธาตุทอง
ประวัติวัดธาตุทอง ปกิณณกะ อุบาสก อุบาสิกา พระสงฆ์ พระธรรม พระพุทธเจ้า วัดธาตุทอง

หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คนทำดี  (อ่าน 1653 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Admin Vichai
Administrator
Full Member
*****

การ์ม่า: +0/-0
กระทู้: 249


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 22, 2008, 11:11:15 PM »

  คนทำดี

นิทานธรรม ฉบับพิเศษ
จัดพิมพ์โดย ธรรมสภา


ที่หมู่บ้านมจละ ซึ่งอยู่ที่บริเวณเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีคนกลุ่มบุคคลผู้บำเพ็ญประโยชน์อยู่กลุ่มหนึ่ง เป็นชายล้วนจำนวน ๓๓ คน ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นมฆมาณพ หัวหน้ากลุ่ม ๓๓ คนนั้นเป็นชาวบ้านมจละ เกิดในตระกูลเศรษฐีใจบุญชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ

หลังจากที่มีครอบครัวมีบุตรธิดาสืบตระกูลแล้ว มฆมาณพก็ขวนขวายในการให้ทาน รักษาศีล นอกจากนั้นยังได้ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำด้วย

ในหมู่บ้านมจละนั้น มีครอบครัวใหญ่ฐานะดีอยู่ ๓๓ ครอบครัวซึ่งรวมครอบครัวของมฆมาณพไว้ด้วย ครอบครัวเหล่านั้นใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก คราวที่หมู่บ้านจัดงานหรือมีกิจกรรมต้องทำร่วมกันก็จะมาพร้อมกันที่กลางหมู่บ้าน

วันหนึ่ง ที่หมู่บ้านมีการจัดงาน ผู้คนจากครอบครัว ๓๓ ครอบครัวนั้นได้มาร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้า ขณะที่กำลังจับกลุ่มยืนคุยกันอยู่นั้น มฆมาณพก็เอาเท้าเกลี่ยดินตรงที่ยืนจนราบเรียบ และขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

“ทุกคนชอบความร่มรื่น” มฆมาณพคิดได้ ต่อมาจึงให้สร้างปะรำขึ้นไว้กลางหมู่บ้านเพื่อให้คนทั้งหลายที่ผ่านไปผ่านมาได้เข้ามาแวะพัก เมื่อมีคนแวะพักมากขึ้น เขาจึงได้รื้อปะรำออกแล้วสร้าง ศาลาแทน ศาลาหลังนั้นแน่นหนาแข็งแรง มีแผ่นกระดานสำหรับรองนั่งปูไว้ พร้อมทั้งยังมีตุ่มใส่น้ำ ไว้ให้ดื่มเวลาหิวกระหายด้วย

มฆมาณพบำเพ็ญประโยชน์อยู่ยาวนานและต่อเนื่อง จนชาย ๓๒ คนจากครอบครัว ๓๒ ครอบครัวนั้นเห็นคุณค่าจึงอาสามาร่วมงานด้วย มฆมาณพไม่ขัดข้อง แต่มีเงื่อนไขขอให้รักษาศีล ๕ ด้วย ซึ่งปรากฏว่ามาณพ ๓๒ คนนั้นยินดีรับเงื่อนไขแล้ว นับแต่นั้นมาทั้ง ๓๓ คนก็ได้ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่หมู่บ้านของตนเอง

งานสาธารณประโยชน์ที่ชาย ๓๓ คนร่วมกันทำนั้น คือ เช้าตื่นขึ้นมา หากพบว่าที่ใดเป็นลุ่มหรือเป็นหล่มลึกก็จะช่วยกันทุบหินแล้วกลิ้งไปถมที่นั้น ที่ใดเป็นที่ขรุขระก็จะช่วยกันเกลี่ยให้ราบเรียบ ที่ใดเป็นโคลนตมก็จะช่วยกันสร้างสะพานให้คนหรือสัตว์เดินข้าม ทั้งยังได้ช่วยกันขุดสระน้ำเพื่อให้คนและสัตว์ได้ใช้ดื่มกินกัน และสร้างศาลาให้คนได้มาพักอาศัย

นอกจากชักชวนเพื่อนบ้าน ๓๒ คนให้บำเพ็ญประโยชน์และให้ทานรักษาศีลแล้ว มฆมาณพก็ยังชักชวนชาวบ้านมจละทั้งหมดให้ให้ทานและรักษาศีลด้วย ยกเว้นหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นที่เขาไม่สามารถชักชวนได้ มิหนำซ้ำยังทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อมฆมาณพอีกด้วย

“มันทำให้เราลำบาก” หัวหน้าหมู่บ้านคิดแค้น

“เมื่อก่อนชาวบ้านเข้าป่าล่าเนื้อและต้มเหล้ากินกัน เราเองก็สุขสบายได้กินทั้งเหล้าทั้งเนื้อ ชาวบ้านนำมาเป็นของกำนัลให้เรา เพราะรู้ว่าเราชอบและต้องการเอาใจเรา แต่มาตอนนี้เจ้ามฆมาณพชวนชาวบ้านให้รักษาศีล ให้เลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เราเลยพลอยอดทั้งเหล้าทั้งเนื้อ”

หัวหน้าหมู่บ้านเก็บความแค้นไว้เต็มอก และหาทางแก้แค้นอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดก็พบทางแก้แค้น “ขอเดชะ ระยะนี้หมู่บ้านมจละของข้าพระองค์ไม่สงบสุขเสียแล้ว พะย่ะค่ะ” เขาเข้าไปเฝ้าพระเจ้ามคธและกราบทูลถวายรายงานตามแผนที่วางไว้

“ทำไมล่ะ” พระเจ้ามคธตรัสถามอย่างสนพระทัย

“โจรชุมเหลือเกิน เที่ยวไปปล้นฆ่าชาวบ้านไม่เว้นแต่ละวัน” เขากราบทูลหนักแน่น

“แล้วทำไมเจ้าไม่จัดการปราบปราม”

“ข้าพระองค์คิดปราบปรามอยู่ แต่ควรจะได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระองค์ก่อน พระเจ้าข้า”

“ตกลง ข้าอนุญาต เจ้ารีบไปจับตัวมันมาให้ข้าดูหน้าหน่อย”

เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านก็รีบไปดำเนินการทันที สั่งให้บริวารจับตัวมัดแขนไพล่หลังนำไปเฝ้าพระเจ้ามคธ “ขอเดชะ ข้าพระองค์จับโจรมาได้แล้วพระเจ้าข้า” หัวหน้าหมู่บ้านกราบทูลด้วยความภาคภูมิใจ

“ดีมาก ดีมาก” พระเจ้ามคธตรัสชม

และโดยที่ยังมิทันได้สอบสวนถึงความผิดของชาย ๓๒ นั้น ก็ทรงรับสั่งให้ลงโทษทันที “เอามันไปให้ช้างเหยียบ” พระองค์รับสั่งเฉียบขาด

นับแต่วันที่ถูกจับมาถึงวันที่ถูกสั่งให้ประหารชีวิต มฆมาณพไม่ได้รู้สึกตกใจกลัวตายเลยแม้แต่น้อย เขาได้เตือนเพื่อทั้ง ๓๒ คนให้ระลึกถึงความดีที่ได้สั่งสมมา และให้แผ่เมตตาให้ตัวเองด้วยอย่างเสมอภาคกัน เพื่อนทั้ง ๓๒ คนทำตามที่เขาแนะนำ

เพชฌฆาตนำตัวมฆมาณพและเพื่อนร่วมงานไปให้นอนรวมกันที่พระลานหลวง แล้วเอาเสื่อลำแพนคลุม ครั้นได้เวลาประหารก็ปล่อยช้างออกมาให้เหยียบ มฆมาณพและเพื่อนร่วมงานแผ่เมตตาอยู่ตลอดเวลา อานุภาพของเมตตาส่งผลให้ช้างไม่กล้าเข้าไปใกล้ แม้จะถูกไสให้เข้าไปก็ต้องผงะกลับ เมื่อช้างเชือกแรกทำไม่สำเร็จ เพชฌฆาตก็นำช้างเชือกอื่นมาทำหน้าที่แทน ผลก็ปรากฏออกมาเช่นเดิม คือ ช้างฆ่าไม่ได้ จนเพชฌฆาตอ่อนใจ และนำความไปกราบทูลพระเจ้ามคธให้ทรงทราบ

“โจรพวกนี้คงมีของดีอยู่ที่ตัวมั้ง” พระเจ้ามคธทรงคิด แล้วรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามตัวของมฆมาณพและเพื่อนร่วมงาน

“ไม่มี พระเจ้าข้า” เจ้าหน้าที่ถวายรายงาน หลังจากตรวจค้นแล้ว

“หรือว่ามันร่ายมนต์” พระเจ้ามคธทรงคิด แล้วตรัสให้เจ้าหน้าที่ซักถามเอาความจริงจากมฆมาณพและเพื่อนร่วมงาน

“ใช่แล้ว พวกข้าพเจ้าร่ายมนต์” มฆมาณพยอมรับ เจ้าหน้าที่นำความที่มฆมาณพยอมรับนั้นไปกราบทูลให้พระเจ้ามคธทรงทราบ พระเจ้ามคธทรงสนพระทัยจึงรับสั่งให้นำตัวเข้าเฝ้าทั้งหมด แล้วตรัสบอกให้ร่ายมนตร์ให้พระองค์ฟัง

“ขอเดชะ” มฆมาณพกราบทูล

“พวกข้าพเจ้าไม่ได้ร่ายมนตร์อะไรหรอก นอกจากทำความดี”

“พวกเจ้าทำความดีอะไร” พระเจ้ามคธตรัสเสียงแข็ง

“มีหรือพวกโจรอย่างพวกเจ้ามาทำความดี”

“ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงโปรดตั้งพระทัยสดับเถิด ข้าพระองค์จะเล่าถวาย”

มฆมาณพกราบทูล แล้วจากนั้นก็ได้เล่าถวายว่า “พวกข้าพระองค์ทั้งหมดรักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา มีแต่เจริญเมตตา ให้ทาน ถากถางทางเดินให้เรียบเพื่อให้คนและสัตว์เดินไปมาได้สะดวก ขุดสระน้ำเพื่อให้คนและสัตว์มีน้ำไว้ดื่มกิน สร้างศาลาเพื่อให้คนได้อาศัยแวะพัก พวกข้าพระองค์ทำความดีอย่างนี้เสมอมา นี่แหละคือมนต์ที่พวกข้าพระองค์ร่ายอยู่ในชีวิตประจำวัน หากพวกข้าพระองค์จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกโจรก็เป็นโจรอย่างนี้แหละ แต่ไม่ได้เป็นโจรปล้นฆ่าทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอย่างที่ถูกกล่าวหาหรอกพระเจ้าข้า”

“อ้าว.....อย่างนั้นพวกเจ้าก็ไม่ใช่โจรน่ะซี”

พระเจ้ามคธทรงอุทานแล้วทรงหันมาตวาดใส่หัวหน้าหมู่บ้าน

“เจ้าใส่ร้ายเขานี่”

“พะยะค่ะ” หัวหน้าหมู่บ้านทูลรับคำอย่างคนจนแต้ม

“เจ้านี่เลวมาก” พระเจ้ามคธทรงกริ้วหัวหน้าหมู่บ้าน

“นับแต่นี้ไปข้าขอปลดเจ้าออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้งเจ้ามฆมาณพเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแทน”

แล้วมฆมาณพก็ได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านมจละ โดยมีเพื่อนร่วมงานทั้ง ๓๒ คนเป็นผู้ช่วยเหลือ ทั้งหมดยังคงตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์อยู่อย่างเดิมจนตลอดอายุขัย


นิทานธรรมเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนทำความดีนั้น แม้จะมีอุปสรรคขัดขวาง แต่ถ้าไม่ท้อถอยยังคงมุ่งมั่นทำความดีต่อไปก็สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ในที่สุด และผลแห่งความดีก็จะตอบสนองอย่างเต็มที่ เหมือนมฆมาณพและเพื่อนร่วมงานได้รับผลแห่งความดีหลังจากผ่านอุปสรรคไปได้



.................. เอวัง ..................
บันทึกการเข้า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา..สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

วัดธาตุทอง เอกมัย กรุงเทพมหานคร